สะสมแต้ม

บัตรสะสมแต้ม LINE แบบไหนดี? เทียบ Reward Card กับระบบสะสมแต้มในระบบจองคิว

ร้านเสริมสวย ร้านนวด และร้านทำเล็บควรใช้บัตรสะสมแต้ม LINE OA ฟรี หรือระบบสะสมแต้มที่อยู่ร่วมกับประวัติลูกค้า? คู่มือเลือกแบบตรงไปตรงมา พร้อมตัวอย่างเงื่อนไขที่ไม่กินกำไร

หมวด
สะสมแต้ม
เวลาอ่าน
11 นาที
อัปเดต

ร้านรับจองคิวที่อยากทำบัตรสะสมแต้ม LINE มีสองทางหลัก ทางแรกคือ LINE Reward Card ใน LINE OA ที่ใช้ฟรี ลูกค้าสแกน QR ที่หน้าร้านเพื่อรับแต้ม ทางที่สองคือระบบสะสมแต้มที่อยู่ในระบบจองคิว ซึ่งเก็บสถานะแต้มไว้ในที่เดียวกับข้อมูลการจองและประวัติลูกค้า ถ้าร้านคุณยังเล็กและมีคนดูแลเคาน์เตอร์คนเดียว ทางแรกก็เพียงพอ แต่ถ้าเริ่มเจอปัญหาลืมให้แต้ม ให้แต้มซ้ำ หรืออยากเห็นแต้มคู่กับประวัติการมาของลูกค้า ทางที่สองจะคุ้มกว่า

บทความนี้จะช่วยคุณเลือกให้ตรงกับร้าน พร้อมตัวอย่างการตั้งเงื่อนไขที่ใช้ได้จริง

บทความนี้เหมาะกับร้านแบบไหน

คู่มือนี้เขียนสำหรับธุรกิจที่ลูกค้าจองเวลาเข้ามารับบริการ เช่น ร้านเสริมสวย ร้านตัดผม ร้านนวดและสปา ร้านทำเล็บและต่อขนตา คลินิกความงาม ร้านสัก ช่างภาพ หรือเทรนเนอร์ส่วนตัว ร้านกลุ่มนี้มีจุดร่วมคือ ลูกค้าหนึ่งคนมาไม่บ่อยแต่มาซ้ำเป็นรอบ และทุกการมาเริ่มจากการจองคิว

ถ้าคุณทำร้านอาหาร คาเฟ่ หรือร้านค้าออนไลน์ที่ขายสินค้าเป็นชิ้น เครื่องมือของ LINE OA โดยตรงมักตอบโจทย์กว่า และคุณข้ามบทความนี้ไปได้เลย

LINE Reward Card คืออะไร และบัตรสะสมแต้ม LINE OA ฟรีทำอะไรได้ดี

LINE Reward Card คือบัตรสะสมแต้มดิจิทัลที่อยู่ใน LINE Official Account ร้านตั้งค่าเองได้ในหน้าจัดการ LINE OA เช่น กำหนดจำนวนแต้มที่ต้องสะสม รางวัลเมื่อครบแต้ม และอายุของบัตร จากนั้นลูกค้าสแกน QR ของร้านเพื่อรับแต้มเข้าบัตรในแอป LINE ของตัวเอง ตัวเลือกเหล่านี้ รวมถึงรูปแบบ QR และการจำกัดการสแกนซ้ำ ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าและเงื่อนไขล่าสุดของ LINE จึงควรตรวจสอบในหน้าจัดการ LINE OA หรือเอกสารทางการของ LINE ก่อนประกาศกติกา

ข้อดีที่ชัดเจนมีหลายข้อ

  • มักไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ถ้าคุณมี LINE OA อยู่แล้ว แต่ควรเช็กเงื่อนไขล่าสุดของ LINE อีกครั้ง
  • ลูกค้าไม่ต้องลงแอปใหม่ บัตรอยู่ใน LINE ที่ทุกคนใช้อยู่แล้ว
  • มีโอกาสได้เพื่อนใน LINE OA เพิ่ม เพราะบัตรผูกอยู่กับบัญชี LINE OA ของร้าน
  • ตั้งค่าง่าย เจ้าของร้านทำเองได้ในไม่กี่นาที

สำหรับร้านที่เพิ่งเริ่มและอยากทดลองว่าลูกค้าสนใจระบบสะสมแต้มไหม Reward Card เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก

ข้อจำกัดของการให้ลูกค้ารับแต้มที่หน้าร้าน

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบัตร แต่อยู่ที่จังหวะการให้แต้ม ระบบที่ลูกค้าต้องสแกนรับแต้มเองที่เคาน์เตอร์ต้องพึ่งให้ทุกอย่างพร้อมในจังหวะเดียวกัน คือร้านต้องมี QR ที่ตั้งค่าไว้พร้อมให้สแกน พนักงานต้องจำเตือน และลูกค้าต้องจำสแกน ในร้านรับจองคิวจะเจอสถานการณ์แบบนี้บ่อย

  • ลืมให้แต้ม ลูกค้านวดเสร็จกำลังผ่อนคลาย จ่ายเงินแล้วเดินออกไปเลย พนักงานก็กำลังรับลูกค้าคิวถัดไป
  • ให้แต้มซ้ำหรือให้เกิน ถ้าวาง QR ไว้ที่เคาน์เตอร์โดยไม่ได้ตั้งค่าจำกัดการสแกน ลูกค้าบางคนอาจสแกนสองรอบ หรือเพื่อนที่มาด้วยกันสแกนทั้งที่ไม่ได้ใช้บริการ
  • แต้มไม่สะท้อนบริการ ทำสีผมกับตัดผมธรรมดาได้แต้มเท่ากัน เพราะพนักงานไม่มีเวลาคิดว่าควรให้กี่แต้ม
  • แต้มแยกขาดจากประวัติลูกค้า คุณเห็นว่ามีคนสะสมแต้ม แต่ไม่รู้ว่าเขาเคยทำบริการอะไร กับช่างคนไหน และนานแค่ไหนแล้วที่ไม่กลับมา
  • ลูกค้าที่ไม่ถนัดสแกน เช่น ลูกค้าสูงอายุที่ลูกหลานจองคิวให้ มักไม่ได้แต้มเลย

เมื่อร้านมีลูกค้าวันละไม่กี่คน ปัญหาเหล่านี้แทบไม่กระทบ แต่เมื่อมีช่างหลายคนและคิวแน่นช่วงเย็นหรือเสาร์อาทิตย์ แต้มที่หายหรือเกินจะเริ่มสร้างความไม่พอใจ ลูกค้าที่คิดว่าตัวเองมาครบสิบครั้งแล้วแต่บัตรขึ้นแค่เจ็ดดวง คือลูกค้าที่คุณเสี่ยงจะเสียไป

ให้ลูกค้าจองคิวเองได้ตลอด 24 ชม.

ลิงก์จองคิวเดียว ใช้ได้ทั้ง LINE, Google Maps, Instagram และเว็บไซต์ ลูกค้าเลือกบริการ ช่าง และเวลาได้เอง ระบบส่งแจ้งเตือนให้อัตโนมัติ

สร้างหน้าจองคิวฟรี ใช้ฟรีตลอด · ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

ระบบสะสมแต้มในระบบจองคิวต่างกันอย่างไร

ปฏิทินรายวันภาษาไทยของ JaaTime แสดงคิวของพนักงานทุกคน%20-%202026-06-03%20at%2002.08.53.png)

แนวคิดคือย้ายบันทึกการสะสมแต้มมาอยู่ที่เดียวกับข้อมูลที่ร้านใช้ทุกวันอยู่แล้ว คือปฏิทินนัดและประวัติลูกค้า แทนที่จะให้ลูกค้าสแกน QR ที่เคาน์เตอร์ในอีกเครื่องมือหนึ่ง ใน JaaTime สถานะสะสมแต้มแสดงอยู่ในโปรไฟล์ลูกค้าฝั่งร้าน ร้านจึงเปิดดูและแจ้งลูกค้าได้เมื่อถาม หรือส่งข้อความบอกผ่าน LINE ส่วนบัตรของขวัญและแพ็กเกจบริการเพิ่มลงใน Apple Wallet หรือ Google Wallet ได้ ส่วนวิธีที่ลูกค้าดูแต้มของตัวเองควรเช็กในคู่มือก่อนประกาศกติกา สิ่งที่เปลี่ยนไปมีดังนี้

  • เห็นทุกอย่างในหน้าเดียว เปิดโปรไฟล์ลูกค้าแล้วเห็นประวัติการมา บริการที่เคยทำ โน้ต แท็ก และสถานะสะสมแต้มพร้อมกัน
  • ตอบลูกค้าได้ทันทีเมื่อมีข้อสงสัย ถ้าลูกค้าถามว่าแต้มหายไปไหน คุณเทียบกับประวัติการมาของเขาได้เลย ไม่ต้องไล่หาจากสองที่
  • ต่อยอดได้มากกว่าบัตรแสตมป์ เช่น ระดับสมาชิก แพ็กเกจบริการแบบเติมเงิน และบัตรของขวัญ
  • ใช้แต้มดึงลูกค้าเก่ากลับมา เมื่อเห็นว่าลูกค้าประจำคนไหนหายไปนาน คุณทักไปใน LINE พร้อมเตือนว่าเขาเหลืออีกไม่กี่แต้มก็ครบรางวัล

สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือ ร้านยังต้องมีขั้นตอนที่ชัดเจนว่าใครเป็นคนดูแลเรื่องแต้มและทำเมื่อไร เช่น ให้คนที่ปิดบิลเป็นคนเช็กทุกครั้ง ระบบที่ดีช่วยให้ตรวจสอบง่าย แต่กติกาในร้านต้องชัดด้วย

เทียบ LINE Reward Card กับบัตรสะสมแต้มดิจิทัลในระบบจองคิว

ตารางนี้เทียบการสแกน QR รับแต้มที่เคาน์เตอร์ กับบันทึกแต้มที่อยู่รวมกับประวัติลูกค้าและตรวจสอบย้อนหลังได้ ข้อมูลผลิตภัณฑ์ของ JaaTime ยืนยันว่าแสตมป์ ระดับสมาชิก และสถานะสะสมแต้มอยู่คู่กับประวัติลูกค้า แต่ไม่ได้ยืนยันว่าระบบให้แต้มอัตโนมัติเมื่อนัดหมายเสร็จ จึงควรวางขั้นตอนให้แต้มในร้านให้ชัดเจน

ประเด็นLINE Reward Cardสะสมแต้มในระบบจองคิว
ค่าใช้จ่ายไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มตามเงื่อนไข LINEอยู่ในแพ็กเกจที่มีฟีเจอร์สะสมแต้ม
ข้อมูลแต้มอยู่ที่บัตรใน LINE ของลูกค้าประวัติลูกค้าของร้าน
เห็นประวัติบริการคู่กันไม่เห็นเห็นในหน้าเดียว
ระดับสมาชิก บัตรของขวัญไม่ใช่จุดเด่นใช้ร่วมกันได้
เหมาะกับร้านเล็กที่อยากลองก่อนร้านที่มีช่างหลายคน

สรุปง่ายๆ ถ้าคุณเป็นร้านคนเดียว ลูกค้าวันละไม่กี่คน และอยากลองก่อน ใช้ Reward Card ได้เลย แต่ถ้าร้านมีช่างหลายคน ใช้ระบบจองคิวอยู่แล้ว หรืออยากใช้แต้มเป็นเครื่องมือดึงลูกค้าเก่ากลับมา การรวมแต้มไว้กับประวัติลูกค้าจะประหยัดเวลาและตรวจสอบได้ง่ายกว่า

ตัวอย่างการตั้งเงื่อนไขสะสมแต้มสำหรับแต่ละประเภทร้าน

กติกาที่ดีต้องเข้าใจง่ายจนลูกค้าเล่าต่อได้ในประโยคเดียว และต้องสอดคล้องกับรอบการกลับมาจริงของลูกค้าร้านคุณ

ระบบสะสมแต้มร้านเสริมสวย

ร้านเสริมสวยมักมีบริการราคาต่างกันมาก ตั้งแต่สระไดร์ไปจนถึงทำสีและยืด ตัวอย่างที่ใช้ได้ดีคือ ตัดหรือสระไดร์ได้ 1 แต้ม ทำสีหรือทรีตเมนต์ได้ 2 แต้ม ครบ 8 แต้มรับทรีตเมนต์บำรุงผมฟรี 1 ครั้ง รางวัลแบบนี้ต้นทุนวัตถุดิบไม่สูง แต่ลูกค้ารู้สึกคุ้ม และมักเพิ่มบริการอื่นในวันเดียวกัน

ระบบสะสมแต้มร้านนวด

ร้านนวดมีลูกค้าประจำที่มาสม่ำเสมอเป็นสัปดาห์หรือเดือน ลองตั้งว่าทุกการนวดตั้งแต่ 60 นาทีขึ้นไปได้ 1 แต้ม ครบ 10 แต้มรับอัปเกรดเป็น 90 นาทีฟรี แทนการแจกนวดฟรีทั้งชั่วโมง คุณเสียเวลาเตียงเพิ่มแค่ 30 นาที และลูกค้าได้ลองคอร์สยาวที่อาจกลับมาจองซ้ำ

ร้านทำเล็บและต่อขนตา

บริการกลุ่มนี้มีรอบเติมชัดเจน เช่น ทุก 2-4 สัปดาห์ เงื่อนไขที่เหมาะคือ ครบ 6 ครั้งรับส่วนลดงานเพนต์หรือเติมขนตาฟรี 1 ครั้ง ถ้าอยากกระตุ้นให้กลับมาตรงรอบ ให้แต้มพิเศษเมื่อจองครั้งถัดไปภายในระยะเวลาที่กำหนด

วิธีเลือกรางวัลและจำนวนแต้มโดยไม่กระทบกำไร

ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือแจกรางวัลใหญ่เกินไปเพราะกลัวลูกค้าไม่สนใจ ลองคำนวณแบบนี้ก่อนตั้งกติกา

  • คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ส่วนลดจริง สมมติร้านนวดราคา ฿400 ต่อชั่วโมง ให้ฟรี 1 ครั้งเมื่อมาครบ 10 ครั้ง เท่ากับลูกค้าจ่าย ฿4,000 แลกกับบริการ 11 ครั้ง หรือส่วนลดราวร้อยละ 9 คุณต้องรับได้ในระดับนี้
  • เลือกรางวัลที่ต้นทุนต่ำแต่มูลค่าในสายตาลูกค้าสูง เช่น ทรีตเมนต์ อัปเกรดเวลา หรือบริการเสริม ดีกว่าลดราคาตรงๆ
  • ให้ใช้รางวัลในช่วงที่ร้านว่าง เช่น ใช้สิทธิ์ได้วันจันทร์ถึงพฤหัส จะไม่เบียดคิวลูกค้าที่จ่ายเต็มช่วงเสาร์อาทิตย์
  • ตั้งอายุแต้มให้สมเหตุสมผล ถ้าลูกค้าทั่วไปมาเดือนละครั้ง บัตรสิบแต้มที่หมดอายุในหกเดือนจะทำให้แทบไม่มีใครครบ ลองดูรอบการกลับมาจริงจากประวัติลูกค้าก่อน
  • อย่าตั้งเป้าไกลเกินไป 6-10 ครั้งคือช่วงที่ลูกค้ารู้สึกว่าไปถึงได้

ถ้าเปลี่ยนจาก Reward Card ต้องจัดการแต้มเดิมอย่างไร

การเปลี่ยนระบบไม่ควรทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าแต้มที่สะสมมาหายไปฟรีๆ วางแผนสั้นๆ แบบนี้ก่อนเปลี่ยน

  • ประกาศวันสิ้นสุดบัตรเดิมล่วงหน้า แจ้งใน LINE OA และที่เคาน์เตอร์อย่างน้อยหนึ่งรอบการมาของลูกค้าส่วนใหญ่ เช่น ล่วงหน้า 1-2 เดือน
  • กำหนดนโยบายสำหรับแต้มค้าง เช่น ลูกค้าที่มีแต้มในบัตรเดิมยังใช้แลกรางวัลได้จนถึงวันสิ้นสุด หรือร้านให้สิทธิ์พิเศษตามจำนวนแต้มที่ลูกค้าแสดงจากบัตรใน LINE
  • เขียนกติกาให้พนักงานทุกคนตอบเหมือนกัน ลูกค้าจะถามเรื่องนี้ที่เคาน์เตอร์ ถ้าคำตอบต่างกันตามคนที่ยืน ความไว้ใจจะหายเร็ว
  • หลังวันสิ้นสุด ใช้ระบบเดียว เพื่อไม่ให้ลูกค้าสับสนว่าแต้มอยู่ที่ไหน

ค่าใช้จ่ายของแพ็กเกจ Pro และทางเลือกอื่น

ใน JaaTime บัตรสะสมแต้มและระดับสมาชิกอยู่ในแพ็กเกจ Pro ขึ้นไป พร้อมแพ็กเกจบริการแบบเติมเงินและบัตรของขวัญ แพ็กเกจ Pro ยังเชื่อม LINE OA ของร้านคุณเองได้ ลูกค้าจองผ่านขั้นตอนจองใน LINE ที่เป็นแบรนด์ร้านคุณได้ในประมาณ 30 วินาที และรับข้อความยืนยันหรือเตือนนัดผ่าน LINE

ถ้าร้านมีหลายสาขา แพ็กเกจ Max รวมลูกค้าทุกสาขาไว้ด้วยกันโดยจับคู่จากเบอร์โทร และใช้ระบบสะสมแต้มกับบัตรของขวัญร่วมกันได้ทั้งเครือ

บัญชีใหม่ทุกบัญชีเริ่มจากทดลองใช้แพ็กเกจ Max ฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต คุณจึงลองตั้งบัตรสะสมแต้มกับลูกค้าจริงได้ก่อนตัดสินใจ และถ้าลดแพ็กเกจภายหลัง ฟีเจอร์จะถูกปิดแต่ข้อมูลจะไม่ถูกลบ

เริ่มใช้บัตรสะสมแต้มกับ JaaTime แพ็กเกจ Pro

ทีละขั้นตอน

เริ่มต้นใน 5 ขั้นตอน

  1. ขั้นที่ 1

    สมัครและนำเข้าบริการ

    สร้างบัญชี JaaTime แล้วใช้ AI ช่วยนำเข้ารายการราคาบริการของร้านในช่วงเริ่มต้น

  2. ขั้นที่ 2

    ตั้งหน้าจองและเชื่อม LINE

    ใส่โลโก้ เวลาทำการ และกะของช่าง แล้ววางลิงก์จองใน Rich Menu ของ LINE OA

  3. ขั้นที่ 3

    สร้างบัตรสะสมแต้ม

    กำหนดจำนวนแต้มและรางวัลตามตัวอย่างข้างต้นที่ตรงกับร้านคุณ

  4. ขั้นที่ 4

    แจ้งลูกค้าประจำ

    บอกกติกาสั้นๆ ในประโยคเดียวผ่าน LINE OA และที่เคาน์เตอร์

  5. ขั้นที่ 5

    ทบทวนทุกเดือน

    ถามความเห็นลูกค้าประจำ เปิดประวัติลูกค้าดูสถานะสะสมแต้ม แล้วปรับกติกาถ้าจำเป็น

ดูรายละเอียดการตั้งค่าเพิ่มเติมได้ใน คู่มือการเติบโตและสะสมแต้ม และอ่านเรื่องการเชื่อม LINE ได้ที่ คู่มือ LINE

11คำถามที่พบบ่อย

01บัตรสะสมแต้ม LINE OA ใช้ฟรีไหม

ร้านสร้างและใช้ Reward Card ใน LINE OA ได้โดยไม่ต้องซื้อเครื่องมือเพิ่ม แต่ควรเช็กเงื่อนไขล่าสุดในหน้าจัดการ LINE OA ของร้านอีกครั้ง เพราะ LINE อาจปรับฟีเจอร์ได้

02ลูกค้าต้องโหลดแอปเพิ่มเพื่อสะสมแต้มไหม

ไม่ต้อง ทั้ง LINE Reward Card และการจองผ่าน JaaTime ใช้งานใน LINE หรือเว็บเบราว์เซอร์ที่ลูกค้ามีอยู่แล้ว แอปของ JaaTime มีไว้สำหรับเจ้าของร้านและพนักงานเท่านั้น

03ใช้ LINE Reward Card คู่กับระบบจองคิวได้ไหม

ได้ หลายร้านเริ่มจากรับจองผ่านระบบจองคิวแล้วใช้ Reward Card ไปก่อน แต่เมื่อพร้อมควรเลือกระบบเดียวเป็นหลัก เพื่อไม่ให้ลูกค้าสับสนว่าแต้มอยู่ที่ไหน

04ถ้าเปลี่ยนระบบ แต้มเดิมใน Reward Card ของลูกค้าจะทำอย่างไร

ควรประกาศวันสิ้นสุดบัตรเดิมล่วงหน้า และกำหนดนโยบายที่ชัดเจน เช่น ให้ลูกค้าใช้แต้มเดิมแลกรางวัลได้จนถึงวันสิ้นสุด พร้อมแจ้งพนักงานทุกคนให้ตอบลูกค้าแบบเดียวกัน

05ฟีเจอร์บัตรสะสมแต้มของ JaaTime อยู่ในแพ็กเกจไหน

บัตรสะสมแต้ม ระดับสมาชิก แพ็กเกจบริการ และบัตรของขวัญ อยู่ในแพ็กเกจ Pro และแพ็กเกจ Max บัญชีใหม่ทดลองใช้แพ็กเกจ Max ได้ฟรี 14 วันโดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

06ร้านหลายสาขาให้ลูกค้าสะสมแต้มข้ามสาขาได้ไหม

ได้ในแพ็กเกจ Max ซึ่งรวมลูกค้าทุกสาขาไว้ด้วยกันโดยจับคู่จากเบอร์โทร และใช้ระบบสะสมแต้มกับบัตรของขวัญร่วมกันได้ทั้งเครือ

บทความ JaaTimeอัปเดตเมื่อ 31 ตุลาคม 2569 ราคาแพ็กเกจในบทความนี้ดึงจากรายการราคาจริงของเรา เจอข้อมูลไม่ถูกต้อง? แจ้งเราทาง LINE

แชร์บทความนี้

พร้อมเพิ่มยอดจองของคุณหรือยัง?

JaaTime ช่วยให้ร้านเสริมสวย สปา และคลินิกในไทยรับจองได้ตลอด 24 ชม. ทั้งบน LINE และเว็บ — ตั้งค่าได้ในไม่กี่นาที เริ่มต้นใช้ฟรี

เริ่มใช้ฟรี

อ่านต่อ

บทความทั้งหมด

จัดการพนักงาน

วิธีคิดค่าคอมมิชชั่นช่างทำผม ช่างเล็บ และพนักงานนวด พร้อมตัวอย่างคำนวณเป็นบาท

เทียบวิธีคิดค่าคอมมิชชั่นแบบเปอร์เซ็นต์ ขั้นบันได ยอดขายสินค้า และค่าแรงรับประกันขั้นต่ำ พร้อมตัวอย่างคำนวณเป็นบาทสำหรับร้านเสริมสวย ร้านนวด และร้านทำเล็บเวลาอ่าน10 นาทีอัปเดต1 พฤศจิกายน
line สำหรับร้าน

ขนาด Rich Menu LINE OA ครบทุกแบบ: 2500×1686, 2500×843 และพื้นที่กดของแต่ละปุ่ม

สรุปขนาด Rich Menu LINE OA แบบใหญ่และแบบกะทัดรัด ข้อกำหนดไฟล์ไม่เกิน 1 MB และพิกัดพื้นที่กดของเลย์เอาต์ยอดนิยม พร้อมวิธีวางปุ่มจองคิวให้ลูกค้ากดแล้วจองได้ทันทีเวลาอ่าน9 นาทีอัปเดต29 ตุลาคม
product-update

JaaTime เชื่อมกับ Google แล้ว! ลูกค้าจองคิวได้ตรงจาก Google Maps + ฟีเจอร์ใหม่อีก 11 อย่าง

JaaTime เป็นพาร์ทเนอร์ Reserve with Google อย่างเป็นทางการแล้ว ลูกค้าค้นเจอร้านบน Google Maps แล้วกดจองได้ในไม่กี่แตะ พร้อมฟีเจอร์ใหม่ จองแบบกลุ่ม ห้องและคอร์ท ข้อความ LINE ของร้านเอง แบบฟอร์มหลังจอง และอีกมากมายเวลาอ่าน6 นาทีอัปเดต19 ตุลาคม